Tuesday, August 02, 2005


โยงใยที่ซ่อนเร้น
(The Hidden Connections)

ฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เขียน

วิศิษฐ์ วังวิญญู ณัฐฬส วังวิญญู และ สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล
พิมพ์ครั้งที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘

ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๔๒๔ หน้า

ราคาพิเศษ : ๒๗๒ บาท
ราคาปกติ : ๓๒๐ บาท


สารบัญ


คำนำ โดย นพ. ประเวศ วะสี

จากสำนักพิมพ์

กิตติกรรมประกาศ

เกริ่นนำ

[ ภาคหนึ่ง ]ว่าด้วย ชีวิต จิตใจ ( สมอง )และ สังคม

๑.ธรรมชาติของชีวิต
๒.จิตและสำนึกรู้
๓.ความเป็นจริงทางสังคม

[ภาคสอง ] ความท้าทายที่รออยู่ใน ศตวรรษที่ 21

๔.ชีวิตกับความเป็นผู้นำในองค์กร
๕.เครือข่ายทุนนิยมโลกาภิวัตน์
๖.เมื่อเทคโนโลยีชีวภาพมาถึงจุดเปลี่ยน
๗.เปลี่ยนเกม

Sunday, July 31, 2005


ครูในฐานะผู้ทำงานวัฒนธรรม : จดหมายถึงผู้ที่กล้าสอน (Teachers as Cultural Workers)

เปาโล แฟรร์ (Paulo Freire) เขียน

สดใส ขันติวรพงศ์ แปล

พิมพ์ครั้งที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๘
ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๑๘๔ หน้า

ราคา : ๑๗๐ บาท

ราคาพิเศษ : ๑๔๕ บาท


เปาโล แฟรร์ เป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียง ผู้มีอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน

และ เป็นผู้เขียนหนังสือที่ว่ากันว่าคลาสสิกและถูกพูดถึงมากที่สุดเล่มหนึ่งในแวดวงการศึกษาของโลก คือ Pedagogy of the oppress ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาการศึกษาสมัยใหม่ในหลายๆประเทศ ...

ในหนังสือเล่มล่าสุดของแฟรร์ คือ "ครูในฐานะผู้ทำงานวัฒนธรรม" เล่มนี้ เแฟรร์ได้เขียนใน ลักษณะของ จดหมายของครูผู้มีประสบการณ์คนหนึ่ง ถึงเพื่อนๆครูด้วยกัน โดยได้พูดถึงแนวทางต่างๆที่น่าสนใจ อย่างเช่น แนวทางการพัฒนาความสามารถของครูในรูปแบบต่างๆ พูดถึงทัศนคติ ในเรื่องการอ่าน และ การเขียนในความหมายที่น่าสนใจ


แฟรร์ยังได้เขียนถึง วิถีชีวิตของครู และ สิ่งที่เป็นประเด็นที่ร้อนแรงมากที่สุด คือประเด็นที่ว่า ครูและผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองร่วมกันได้นั้นเป็นอย่างไร แฟรร์ได้ตอบ อย่าง เป็นรูปธรรม ที่ชัดเจน ในหนังสือเล่มนี้

ซึ่งน่าสนใจ เป็นอย่างยิ่งสำหรับยุคปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย...




บางส่วนจากคำนำ
โดย
รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม
ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ

.... เราสามารถรับรู้ได้ถึงภาวะที่เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นครูของผู้เขียน คือ เปาโล แฟรร์ ซึ่งมุ่งมั่นถ่ายทอด และส่งมอบคุณค่าแห่งการเรียนรู้จากทุกซอกทุกมุมของจิตวิญญาณครู โดยแสดงออกถึงบทบาทและหน้าที่ของครูผู้ซึ่งเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการสอน กล้าที่จะเรียนรู้ด้วยตัวตนทั้งหมด
ดังคำพูดที่ว่า … “เราทำทุกอย่างเหล่านี้ด้วยความรู้สึก ด้วยอารมณ์ ด้วยเจตจำนง ด้วยความกลัว ด้วยความสงสัย ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า และด้วยการใช้เหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ”…
จากจดหมายฉบับต่างๆ ที่ดูราวกับว่าเรากำลังนั่งฟังคุณเปาโล แฟรร์ พูดคุยอย่างใกล้ชิดเหล่านี้ เราได้ตระหนักถึงความเป็นครูในฐานะของผู้ทำงานทางวัฒนธรรม ที่เห็นโอกาสของการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ ระหว่างภาษา ความคิด และความเป็นจริง เป็นผู้ซึ่งพร้อมจะอ่านโลกออกพอๆ กับการอ่านถ้อยคำอย่างเป็นผู้ที่เข้าใจโลก และสามารถเขียนโลกผ่านรหัสทางปัญญาได้ด้วยความมุ่งมั่น อดทน และมีกระบวนการ

เราได้เผชิญประสบการณ์ของผู้กล้าสอน ที่ต้องกล้าทุ่มเท กล้าที่จะรัก รักที่จะคิด รักทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสอน กล้าพอที่จะไม่แบ่งแยกความรู้กับอารมณ์ ผู้เขียนให้แรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงต่อความเป็นครูผ่านสำนวนธรรมดาๆ ที่ว่า “ความเป็นครูแม้เป็นงานที่สนุก แต่ก็ต้องอาศัยความแข็งแกร่งทางปัญญา” และให้ค่าของการศึกษาว่าต้องเข้าถึงอารมณ์ใฝ่รู้อย่างแรงกล้า ซึ่งจะทำให้เรารักการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้เบื่อ


ยังมีเหลี่ยมมุมที่โดดเด่นอีกมากมาย ซึ่ง เปาโล แฟรร์ เพียรเจียรนัยให้ส่องประกายเจิดจรัสอย่างทรงคุณค่าของธาตุสมบัติแห่งความเป็นครู ซึ่งล้วนแล้วแต่แหลมคม แม่นยำ ชัดแจ้ง
เหนืออื่นใด เขาได้หยิบยกเอามิติที่ซ่อนเร้นเหมือนเส้นผมบังภูเขาออก นั่นคือ จิตวิญญาณแห่งอิสรเสรีของครู ซึ่งเป็นคำตอบสุดท้ายแห่งการศึกษาเรียนรู้ที่แท้จริงของมนุษยชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะส่งสัญญาณนี้ออกมาผ่านเรื่องราวการปลูกจิตสำนึกทางการเมืองให้ตื่นขึ้นแต่ก็เพื่อให้รู้เท่าทัน และเข้าใจบริบทของสังคมละตินอเมริกันที่ซับซ้อน และใช้เรื่องของโลกนี่เองเป็นเงื่อนไข หรือ บทเรียนแห่งสังคมที่ท้าทายสติปัญญาให้ผู้คนต้องเรียนรู้ และช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรค ปัญหาทั้งปวงด้วยปัญญา เช่นกัน






แทบจะทุกบรรทัดในหนังสือเล่มนี้ อัดแน่นไปด้วยความรู้ ความคิดที่ละเอียดลออ ลึกซึ้ง ชวนให้บรรจงอ่านเพื่อเข้าถึงวิญญาณแห่งการศึกษา และอิ่มเอมกับการที่ผู้
เขียนสามารถพูดแทนใจเราได้แทบทุกมิติอย่างไม่น่าเชื่อ
เช่น การที่ครูผู้หนึ่งสามารถสะท้อนประสบการณ์แห่งการถอดรหัสภูมิปัญญา จากภาพคนปั้นแจกันดิน ด้วยจิตใจที่หยั่งถึงรากฐาน และการสัมผัสรับรู้สมบัติทางวัฒนธรรมอย่างเปี่ยมไปด้วยปีติ เป็นต้น

หรือ การย้ำถึง การพูด การอ่าน การเขียน ที่เป็นมากกว่าทักษะของการอ่านออกเขียนได้ หากแต่เข้าไปสู่ในระดับจิตสำนึกจึงกลายเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราตระหนักว่าเราคือ....“สิ่งที่ถูกกำหนดมาเพื่อการเรียนรู้ ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร”....นั่นทีเดียว


ผู้เขียนมีพลังมหาศาลในการขยายมิติแห่งการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยบูรณาการกับมิติทางการเมือง จริยธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าด้วยวิธินี้เท่ากับเราได้ตั้งโจทย์ซึ่งเรียกร้องฐานการศึกษาที่เข้มแข็ง อันเป็นบทบาทที่ตรงกันข้ามกับแม่ที่คอยพะเน้าพะนอลูก และโดยนัยยะที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกับสังคมนี้เอง ที่ผู้เขียนเผยให้เห็นความจำเป็นของการที่ครูจำต้องเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการฝึกอบรมใดๆ ก็ตามที่จะช่วยให้ครูอ่านโลกได้เก่ง และมีบทบาทนำทางวัฒนธรรม อย่างแนบเนียนกับบริบทของสังคมนั้นๆ นั่นเอง
ดังคำพูดของเขาที่ว่า....“ไม่มีชาติใดที่อาจแสดงตนว่ามีความใฝ่รู้อย่างแรงกล้า ถ้าไม่ทุ่มเทจิตใจและอารมณ์ บ่มเพาะเสริมสร้างตนเองอยู่เสมอ หรือไม่กล้าเสี่ยงอย่างสร้างสรรค์”…


รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม
ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ


สารบัญหนังสือ

คำนำ

คำขึ้นต้น: บ่วงลวงการสอน

จดหมายฉบับแรก: อ่านโลก/ อ่านถ้อยคำ
จดหมายฉบับที่สอง: อย่ายอมให้ความกลัวต่อความยากลำบากรัดตัวคุณไว้
จนทำอะไรไม่ได้

จดหมายฉบับที่สาม: ฉันเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมครูเพราะฉันไม่มีทางเลือกอื่น

จดหมายฉบับที่สี่: ว่าด้วยลักษณะอันจำเป็นสำหรับครูหัวก้าวหน้า

ที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีกว่าเดิม

จดหมายฉบับที่ห้า: วันแรกที่โรงเรียน

จดหมายฉบับที่หก: ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน

จดหมายฉบับที่เจ็ด: จากการพูดให้นักเรียนฟัง จนถึงการพูดคุยกับนักเรียน

จากการฟังนักเรียนพูด จนถึงการทำให้นักเรียนได้ยินสิ่งที่เราพูด

จดหมายฉบับที่แปด: เอกลักษณ์วัฒนธรรมกับการศึกษา

จดหมายฉบับที่เก้า: บริบทจริง/ บริบททฤษฎี

จดหมายฉบับที่สิบ: ว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับวินัยอีกสักครั้ง

คำส่งท้าย: รู้และเติบโต – เห็นทุกสิ่ง

ท้ายเล่ม: คำบอกเล่าของผู้แปล

Monday, July 25, 2005

ตัวอย่าง หนังสือเรื่อง บ้านดิน ครับท่าน !







บ้านดิน

แนะนำการสร้างบ้านดินเบื้องต้น

ธนา อุทัยภัตรากูร
และทีมงานบ้านดินอาศรมวงสนิท เรียบเรียง

พิมพ์ครั้งที่ ๓, ๑๕๘ หน้า กระดาษปอนด์ถนอมสายตา


ราคาปกติ : ๑๘๐ บาท

ราคาพิเศษ : ๑๕๓ บาท

http://www.suan-spirit.com/products_book.asp?group=1&whichpage=3&pagesize=4


บ้านดินคืออะไร

ด้วยเหตุที่นำดินเหนียวมาเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง จึงเป็นที่ติดปากและนิยมเรียกว่า “บ้านดิน” เพื่อให้สื่อถึงที่มา คุณค่า และความยั่งยืน จริง ๆ แล้ว บ้านดินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมธรรมชาติ ที่มีแนวความคิดมาจากการใช้วัสดุในท้องถิ่นนำมาสร้างบ้าน อาคารที่พักอาศัย

บ้านดิน ถือเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่สำคัญประเภทหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่สำคัญด้วย เพราะวัสดุที่นำมาใช้ล้วนแล้วแต่เป็นวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ หรือบางวัสดุอาจจะเกิดจากการนำวัสดุมาใช้ให้เกิดการหมุนเวียนอย่างคุ้มค่า

การก่อสร้างใช้วิธี “ลงแขก” หมายถึง การช่วยเหลือกันในชุมชน จากบุคคลทุกเพศทุกวัยทั้ง เด็ก ผู้หญิง คนหนุ่ม-สาว คนเฒ่า-คนแก่ อาจเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการก่อสร้างหรือไม่มีก็ได้ การทำงานร่วมกันในชุมชนเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต เรื่องราวต่าง ๆ ของชุมชนอย่างเป็นธรรมชาติ

กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ได้เริ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย อันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นความเป็นไปของมนุษย์ จากเดิมที่มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว พัฒนาเป็นการใช้วัสดุที่มีมาตรฐานระบบอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของคนหมู่มาก

เมื่อมีการก่อสร้างมากขึ้น ชุมชนท้องถิ่นกลายเป็นชุมชนเมือง พัฒนาตามรูปแบบวิถีชีวิตตามระบบทุนนิยม หรือระบบอุตสาหกรรมที่มุ่งพัฒนาเฉพาะด้านวัตถุ ระบบดังกล่าวได้ทำลายความสงบสุขของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ในท้องถิ่นหลายแห่งถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและควันพิษ
สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากผู้ที่ตระหนักถึงโทษภัยของระบบทุนนิยม เช่น นักคิด นักก่อสร้างหัวก้าวหน้า ที่หาทางออกด้วยการหันหลังกลับไปศึกษาค้นคว้า หารูปแบบและวิธีการในการก่อสร้างอาคารแบบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาของคนโบราณ ที่มุ่งให้เกิดการตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญและมีความเคารพต่อภูมิปัญญาดั้งเดิม ชุมชนท้องถิ่น ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้คงอยู่อย่างเหมาะสมและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

บ้านดินเป็นหนึ่งในเทคนิควิธีที่ถูกนำมาใช้เพื่อหวนกลับไปคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้วัสดุในท้องถิ่นที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม การลงแขกที่อาศัยพลังของชุมชน แต่บ้านดินก็เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในหลาย ๆ ทางที่ถูกค้นคิดขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้ทดลองและเกิดการเรียนรู้จากตนเองและกลุ่มเพื่อนร่วมงานในการเรียนรู้ทิศทางสำหรับการพึ่งตนเอง

วันนี้อาจจะยังไม่สายเกินไปหากเราจะเริ่มใส่ใจในเรื่องสภาพแวดล้อมและธรรมชาติอันเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อย่างมีความสุข อยู่ร่วมกับสรรพชีวิตอื่น ๆ อย่างสมดุลและลงตัว



ส า ร บั ญ

เกริ่นนำ


บ้านดินคืออะไร
การออกแบบบ้านดิน
การเลือกพื้นที่ในการก่อสร้าง

การทำฐานรากและระบบระบายน้ำ

-การทำฐานรากโดยใช้หิน
-การทำฐานรากโดยใช้คอนกรีต

เทคนิควิธี
-ลักษณะของดินที่ใช้
-การก่อสร้างด้วยอิฐดินดิบ
-การก่อสร้างด้วยเทคนิคดินปั้น
-การก่อสร้างด่วยเทคนิคดินปั้นกับโครงไม้

ประตูหน้าต่างและช่องเปิดต่างๆ
การทำพื้นบ้าน
การทำหลังคา
การฉาบผิวและการตกแต่ง

การทำสีด้วยดิน
การทาสีบ้านด้วยวัสดุธรรมชาติ
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จะสร้างบ้านดิน

ภาคผนวก

บ้านดินมาจากไหน
ประวัติบ้านดินในประเทศไทย

Chobar หมู่บ้านดิน
ดินฉาบผนัง
สร้างชีวิตด้วยบ้าน
คำถามยอดฮิตว่าด้วยบ้านดิน
บ้านดินกับสังคมเมือง
บ้านดินในประเทศไทย



ตัวอย่างบางบทจากหนังสือบ้านดิน


หลักการออกแบบบ้านดินเบื้องต้น

1. ทำความเข้าใจกับคำว่า “บ้านดิน” บ้านดินหรืออาคารที่ทำจากดินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมธรรมชาติ ซึ่งก็คือ การใช้วัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติและหาได้ทั่วไปในท้องถิ่นมาใช้ในการก่อสร้าง รวมไปถึงสิ่งของเหลือใช้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น ยางรถยนต์เก่า ขวดแก้ว กระป๋อง ซากอิฐ ซากปูน ฯลฯ ที่สามารถนำมาดัดแปลงให้เป็นส่วนหนึ่งของอาคารได้ ก่อนการออกแบบจึงควรจะสำรวจดูว่า ในพื้นที่นั้น ๆ พอจะมีอะไรที่หาได้ง่าย เหลือใช้ และมีราคาไม่แพง นำมาใช้ในส่วนไหนของบ้านได้บ้าง จะช่วยลดต้นทุนในการก่อสร้าง และทำให้บ้านแปลกตาเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

หัวใจของบ้านดินมีพื้นฐานมาจากการพึ่งตนเองจึงมีความแตกต่างจากบ้านที่มาจากระบบอุตสาหกรรมโดยทั่วไป จากบ้านที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมมาเป็นบ้านที่มีส่วนโค้ง จากบ้านหลังใหญ่ ๆ มาเป็นบ้านหลังเล็กกะทัดรัดที่แสนจะอบอุ่น การสร้างบ้านดินที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนบ้านจัดสรรทั่วไป โดยอาศัยการจ้างวานก็อาจทำให้บ้านมีราคาไม่ต่างจากบ้านปูนหรืออาจแพงกว่าได้

2. พยายามคิดให้เล็กเข้าไว้ แม้ว่าบ้านที่เราคิดจะสร้างด้วยดินนั้นจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่การสร้างบ้านดินด้วยตัวเองนั้นก็ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่เท่าที่ใครคนหนึ่งจะทำขึ้นมาได้เลยทีเดียว การออกแบบบ้านดินให้มีขนาดเล็กไว้ก่อนจะช่วยให้เราลดความเครียดในการทำงานได้มาก การสร้างบ้านหลังใหญ่นอกจากจะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างมากแล้ว ยังทำให้เกิดความท้อแท้ได้ในระยะยาวได้อีกด้วย วิธีที่ดีคือ สร้างบ้านดินที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก อาจสร้างเฉพาะห้องนอนหรือห้องที่ใช้งานหลักก่อน ในช่วงสร้างก็เตรียมการเผื่อไว้สำหรับการต่อเติมในอนาคตด้วย จะช่วยให้เราสามารถสร้างเสร็จและใช้งานได้ก่อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้หรือมีเวลาแล้วจึงสร้างต่อเติมในภายหลัง อาจเป็นปีละห้องหรือสองปี 1 ห้องก็ได้
การสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ยังหมายถึง การประหยัดวัสดุต่าง ๆ รวมไปถึงราคาค่าก่อสร้าง เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ (โครงสร้างหลังคา) ขนาดใหญ่ซึ่งมีราคาแพง แต่สามารถใช้ไม้ที่หาได้โดยทั่วไป
การออกแบบบ้านโดยคำนึงถึงความต้องการเบื้องต้นของเจ้าของบ้านจะช่วยให้การใช้พื้นที่เป็นไปอย่างคุ้มค่า มีขนาดกะทัดรัด และดูอบอุ่น อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย การออกแบบบ้านดินในขั้นต้นอาจอาศัยการวัดขนาดของห้องที่เราอยู่ เพื่อดูว่าขนาดของห้องที่เราต้องการควรจะมีขนาดเท่าไหร่ สำหรับคนที่มีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก ขนาดของบ้านที่เล็กลงจะช่วยให้มีพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติเหลือไว้สำหรับปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
ข้อดีอย่างหนึ่งของบ้านดิน คือ สามารถทำเครื่องเรือนจำพวก โต๊ะ เก้าอี้ โซฟา หรือเตียงจากดินได้เลย การออกแบบโดยกำหนดตำแหน่งของเครื่องเรือนจะช่วยทำให้ขนาดของบ้านเล็กลง แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถเคลื่อนย้ายภายหลังได้

3. ทำให้โค้ง ๆ ไว้ก่อน ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของบ้านดินคือ สามารถทำผนังโค้งได้ง่ายกว่าบ้านคอนกรีต ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านดูมีความเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมแข็ง ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้บ้านดินดูแปลกตา อีกทั้งผนังโค้งยังมีส่วนช่วยให้ผนังแข็งแรงมากขึ้นด้วย การทำผนังตรงที่มีความยาวมาก ๆ ต้องออกแบบให้มีลักษณะเป็นเสาค้ำยันเป็นช่วง ๆ ซึ่งการทำผนังโค้งจะช่วยให้ผนังสามารถตั้งอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำเสาค้ำยัน (ถ้าผนังสูงไม่เกิน 3 เมตร)
ข้อเสียที่สำคัญของผนังโค้ง คือ จะวางเครื่องเรือนที่ซื้อหาตามท้องตลาดได้ลำบาก เพราะส่วนใหญ่จะมีรูปทรงเป็นเหลี่ยมมุม แต่ถ้าอาศัยการออกแบบให้ผนังบางส่วนตรงไว้สำหรับวางเครื่องเรือน และผนังบางส่วนโค้งเพื่อความแข็งแรงและสวยงามก็ได้



การสร้างบ้านดินด้วยเทคนิคต่างๆ

บ้านดินเป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งในสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่ใช้ดินเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง ถึงแม้ว่าวัสดุหลักจะเหมือนกัน แต่ในแต่ละท้องถิ่นของโลกก็จะมีการประยุกต์ใช้ร่วมกับวัสดุที่มีอยู่ในท้องที่แตกต่างกันไป การสร้างบ้านด้วยดินนั้นจึงมีหลายเทคนิควิธี ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น งบประมาณการก่อสร้าง และแรงงาน


เทคนิคการสร้างบ้านด้วยดินที่ทดลองทำในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 แบบ ได้แก่

๑. การก่อด้วยอิฐดินดิบ (Adobe)
๒. เทคนิคดินปั้น (Cob)
๓. เทคนิคดินปั้นกับโครงไม้ (Wattle and Daub)
๔. การใช้เศษไม้หรือหิน (Cordwood or Stone)
๕. เทคนิคดินอัด (Rammed Earth)
ในการสร้างบ้านดินแต่ละหลังไม่จำเป็นต้องใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น การเลือกเทคนิควิธีที่จะใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะและวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งแต่ละวิธีจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป

๑. การก่อสร้างด้วยอิฐดินดิบ (Adobe)

การก่อสร้างด้วยอิฐดินดิบเป็นโครงสร้างระบบผนังรับน้ำหนัก จึงไม่จำเป็นต้องมีเสา แต่การทำช่องเปิดที่มีขนาดกว้าง ๆ จำเป็นต้องใช้การก่ออิฐให้มีลักษณะเป็นโดมโค้ง หรือโดมยอดแหลมเพื่อรับน้ำหนัก หรือใช้ไม้(ใช้ได้ทั้งไม้ท่อน และไม้แผ่น)ทำเป็นคานทับหลังเพื่อรับน้ำหนักอิฐที่อยู่ด้านบน บ้านดินส่วนใหญ่ที่ทำในประเทศไทยมักจะใช้วิธีนี้ในการก่อสร้าง

ข้อดีของการสร้างด้วยอิฐดินดิบคือ สามารถค่อย ๆ ทยอยทำอิฐเก็บรวบรวมไว้ได้ เมื่อถึงเวลาที่จะเริ่มสร้าง หรือมีจำนวนอิฐดินดิบที่เพียงพอแล้ว จะสามารถสร้างได้เร็ว ผนังแห้งเร็วเมื่อก่อเสร็จแล้วสามารถฉาบได้ทันที
ส่วนข้อเสียของการสร้างด้วยอิฐดินดิบ คือทำผนังที่มีความโค้งมาก ๆ ได้ยาก ในการทำอิฐจำเป็นต้องมีสถานที่ในการตากอิฐและเก็บอิฐพอสมควร

การทำอิฐดินดิบ

ส่วนผสมของดินที่ใช้แบ่งเป็น ๓ ส่วน
- ดินเหนียว ธรรมชาติของดินเหนียวคือ เมื่อแห้งจะหดตัว ถ้าอิฐดินดิบที่ทดลองทำมีการแตกร้าวแสดงว่าส่วนผสมที่ใช้มีดินเหนียวมากเกินไป ต้องเพิ่มส่วนผสมอื่นเพื่อลดการแตกร้าว
- ทราย เป็นส่วนผสมที่จะช่วยลดการหดตัวของดินเหนียวและลดการแตกร้าว ทรายจะช่วยทำให้อิฐมีความแกร่ง แต่ถ้าผสมทรายมากเกินไปจะทำให้ถูกฝนชะดินออกได้ง่าย
- ส่วนผสมที่เป็นเส้นใยและมีความเหนียว โดยปรกติจะใช้แกลบหรือฟางเส้นสั้น ๆ (ถ้าเป็นส่วนผสมที่เป็นวัสดุธรรมชาติควรจะมีความสด และเหนียว) ส่วนผสมที่เป็นเส้นใยนี้จะช่วยยึดดินเข้าด้วยกัน ลดการแตกร้าว และป้องกันการชะล้างของน้ำฝน

* ส่วนของเส้นใยสำหรับการทำอิฐดินดิบไม่นิยมใช้ฟางเส้นยาวเพราะย่ำยาก และทำให้เกิดปัญหาเวลายกพิมพ์

อัตราส่วนของวัสดุที่ใช้ผสมโดยประมาณ คือ ดินเหนียว ๑ ส่วน ทราย ๑-๒ ส่วน และ แกลบหรือฟางเส้นสั้น(วัสดุเส้นใย) ๑.๕ ส่วน ธรรมดาแล้วส่วนผสมจะขึ้นอยู่กับสภาพของดินที่มีอยู่ในพื้นที่ ก่อนการทำอิฐจึงควรทดลองโดยใช้ดินที่มีผสมกับวัสดุเส้นใยทำอิฐแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง ถ้าอิฐมีปัญหาเรื่องการหดตัวแสดงว่าต้องเพิ่มทราย หรือวัสดุเส้นใย ถ้าหากว่าอิฐมีการหดตัวแตกร้าวมากต้องเพิ่มทราย

ตัวอย่างที่อาศรมวงศ์สนิท (รังสิตคลอง ๑๕ อ.องค์รักษ์ จ.นครนายก) คือ สภาพดินที่อาศรมเป็นดินเหนียวล้วน ทำให้อิฐหดตัวมาก เนื่องจากการขนทรายค่อนข้างลำบาก จึงทดลองไม่ผสมทราย แต่อาศัยการเพิ่มแกลบให้มากขึ้น ผลก็คืออิฐไม่มีการแตกร้าวเพราะมีแกลบช่วย แต่อิฐหดตัวมาก (ข้างละ ๑ นิ้ว) มีน้ำหนักเบา และแกลบหลุดร่วงออกมาง่ายเนื่องจากมีแกลบมากเกินไป (มีดินเหนียวที่จะช่วยยึดแกลบเข้าด้วยกันน้อยเกินไป)


ถ้าดินในพื้นที่มีส่วนผสมของดินเหนียวน้อย หรือทรายมากเกินไป จะทำให้ไม่ทนฝน ถ้าจำเป็นต้องใช้ดินที่มีอยู่นั้น ควรหาดินที่มีดินเหนียวมากเพียงพอมาฉาบ จะช่วยป้องกันอิฐดินดิบจากการชะของฝนได้ และไม่ควรก่อสร้างในช่วงฤดูฝน

ฯลฯ
_______________________________


ทัศนะเกี่ยวกับบ้านดิน

เกริ่นนำ บ้านดิน
จาก โจนจันได



ความจริงแล้ว เพียงสองเท้ากับเรี่ยวแรงที่มีอยู่ เราสามารถพลิกฟื้นผืนดินที่เรายืนอยู่นี้ตั้งขึ้นเป็นบ้านที่สวยงามมั่นคงและอยู่สบายได้ภายในเวลาอันน้อยนิดและจ่ายเงินนิดหน่อย หรือไม่จ่ายเลยก็ยังทำได้สำหรับบางคน

การกลับมาทำบ้านดิน คือ การให้เวลากับตัวเอง อยู่ในบ้านดินทำให้เราทำงานน้อยลง เพราะบ้านปกติเราต้องใช้เวลามากกว่าจะได้บ้านมาหนึ่งหลัง แต่บ้านดินใช้เวลาแค่เดือนสองเดือนก็ได้แล้ว เรามีเวลาว่างมากขึ้น หัวใจของบ้านดินคือ ใช้สิ่งที่มีอยู่ เราสามารถควบคุมมันได้ ถ้าเราใช้วัสดุจากข้างนอกเราจะไม่สามารถควบคุมได้

การทำบ้านด้วยดินเป็นภูมิปัญญาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แต่ถูกละเลยมองข้ามเพราะยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและไม่มีคนอยากพัฒนาให้ดีขึ้นมากนัก อาจจะเป็นเพราะไม่เอื้อกับระบบธุรกิจเท่าไรก็เป็นได้

วันนี้อาจจะยังไม่สายเกินไป หากเราจะกลับมาพัฒนาต่อยอดจากอดีต โดยเริ่มเรียนรู้การทำบ้านดินกันใหม่ เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการพึ่งตนเอง หรือขยับตัวออกจากร่มเงาของระบบบริโภคนิยมสักนิด เพื่อให้โอกาสศักยภาพในการพึ่งตนเองของเราเผยออกมาบ้าง…บางทีเราอาจจะได้สัมผัสกับอีกมุมหนึ่งของความรู้สึก ซึ่งเราอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อนก็ได้ อิสรภาพและความภูมิใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราพึ่งตัวเองไม่ได้







ต้นพรรษา’๔๕
โจน จันใด
เนื้อหาและรูปในบล็อกนี้เป็นลิขสิทธิของ อาศรมวงสนิท และ สนพ.สวนเงินมีมา
อนุญาตให้เผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตได้ในกรณีที่ไม่เป็นไปเพื่อการพาณิชย์
All Right Reserved