ครูในฐานะผู้ทำงานวัฒนธรรม : จดหมายถึงผู้ที่กล้าสอน (Teachers as Cultural Workers)เปาโล แฟรร์ (Paulo Freire) เขียน สดใส ขันติวรพงศ์ แปล พิมพ์ครั้งที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๘ ขนาด ๑๖ หน้ายกพิเศษ ๑๘๔ หน้า ราคา : ๑๗๐ บาทราคาพิเศษ : ๑๔๕ บาท เปาโล แฟรร์ เป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียง ผู้มีอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน และ เป็นผู้เขียนหนังสือที่ว่ากันว่าคลาสสิกและถูกพูดถึงมากที่สุดเล่มหนึ่งในแวดวงการศึกษาของโลก คือ Pedagogy of the oppress ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาการศึกษาสมัยใหม่ในหลายๆประเทศ ...
ในหนังสือเล่มล่าสุดของแฟรร์ คือ "ครูในฐานะผู้ทำงานวัฒนธรรม" เล่มนี้ เแฟรร์ได้เขียนใน ลักษณะของ จดหมายของครูผู้มีประสบการณ์คนหนึ่ง ถึงเพื่อนๆครูด้วยกัน โดยได้พูดถึงแนวทางต่างๆที่น่าสนใจ อย่างเช่น แนวทางการพัฒนาความสามารถของครูในรูปแบบต่างๆ พูดถึงทัศนคติ ในเรื่องการอ่าน และ การเขียนในความหมายที่น่าสนใจ แฟรร์ยังได้เขียนถึง วิถีชีวิตของครู และ สิ่งที่เป็นประเด็นที่ร้อนแรงมากที่สุด คือประเด็นที่ว่า ครูและผู้เรียนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองร่วมกันได้นั้นเป็นอย่างไร แฟรร์ได้ตอบ อย่าง เป็นรูปธรรม ที่ชัดเจน ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งน่าสนใจ เป็นอย่างยิ่งสำหรับยุคปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย...
บางส่วนจากคำนำ
โดย
รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม
ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ
.... เราสามารถรับรู้ได้ถึงภาวะที่เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นครูของผู้เขียน คือ เปาโล แฟรร์ ซึ่งมุ่งมั่นถ่ายทอด และส่งมอบคุณค่าแห่งการเรียนรู้จากทุกซอกทุกมุมของจิตวิญญาณครู โดยแสดงออกถึงบทบาทและหน้าที่ของครูผู้ซึ่งเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการสอน กล้าที่จะเรียนรู้ด้วยตัวตนทั้งหมด
ดังคำพูดที่ว่า … “เราทำทุกอย่างเหล่านี้ด้วยความรู้สึก ด้วยอารมณ์ ด้วยเจตจำนง ด้วยความกลัว ด้วยความสงสัย ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า และด้วยการใช้เหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ”…
จากจดหมายฉบับต่างๆ ที่ดูราวกับว่าเรากำลังนั่งฟังคุณเปาโล แฟรร์ พูดคุยอย่างใกล้ชิดเหล่านี้ เราได้ตระหนักถึงความเป็นครูในฐานะของผู้ทำงานทางวัฒนธรรม ที่เห็นโอกาสของการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ ระหว่างภาษา ความคิด และความเป็นจริง เป็นผู้ซึ่งพร้อมจะอ่านโลกออกพอๆ กับการอ่านถ้อยคำอย่างเป็นผู้ที่เข้าใจโลก และสามารถเขียนโลกผ่านรหัสทางปัญญาได้ด้วยความมุ่งมั่น อดทน และมีกระบวนการ
เราได้เผชิญประสบการณ์ของผู้กล้าสอน ที่ต้องกล้าทุ่มเท กล้าที่จะรัก รักที่จะคิด รักทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสอน กล้าพอที่จะไม่แบ่งแยกความรู้กับอารมณ์ ผู้เขียนให้แรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงต่อความเป็นครูผ่านสำนวนธรรมดาๆ ที่ว่า “ความเป็นครูแม้เป็นงานที่สนุก แต่ก็ต้องอาศัยความแข็งแกร่งทางปัญญา” และให้ค่าของการศึกษาว่าต้องเข้าถึงอารมณ์ใฝ่รู้อย่างแรงกล้า ซึ่งจะทำให้เรารักการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้เบื่อ
ยังมีเหลี่ยมมุมที่โดดเด่นอีกมากมาย ซึ่ง เปาโล แฟรร์ เพียรเจียรนัยให้ส่องประกายเจิดจรัสอย่างทรงคุณค่าของธาตุสมบัติแห่งความเป็นครู ซึ่งล้วนแล้วแต่แหลมคม แม่นยำ ชัดแจ้ง
เหนืออื่นใด เขาได้หยิบยกเอามิติที่ซ่อนเร้นเหมือนเส้นผมบังภูเขาออก นั่นคือ จิตวิญญาณแห่งอิสรเสรีของครู ซึ่งเป็นคำตอบสุดท้ายแห่งการศึกษาเรียนรู้ที่แท้จริงของมนุษยชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะส่งสัญญาณนี้ออกมาผ่านเรื่องราวการปลูกจิตสำนึกทางการเมืองให้ตื่นขึ้นแต่ก็เพื่อให้รู้เท่าทัน และเข้าใจบริบทของสังคมละตินอเมริกันที่ซับซ้อน และใช้เรื่องของโลกนี่เองเป็นเงื่อนไข หรือ บทเรียนแห่งสังคมที่ท้าทายสติปัญญาให้ผู้คนต้องเรียนรู้ และช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรค ปัญหาทั้งปวงด้วยปัญญา เช่นกัน
แทบจะทุกบรรทัดในหนังสือเล่มนี้ อัดแน่นไปด้วยความรู้ ความคิดที่ละเอียดลออ ลึกซึ้ง ชวนให้บรรจงอ่านเพื่อเข้าถึงวิญญาณแห่งการศึกษา และอิ่มเอมกับการที่ผู้
เขียนสามารถพูดแทนใจเราได้แทบทุกมิติอย่างไม่น่าเชื่อ
เช่น การที่ครูผู้หนึ่งสามารถสะท้อนประสบการณ์แห่งการถอดรหัสภูมิปัญญา จากภาพคนปั้นแจกันดิน ด้วยจิตใจที่หยั่งถึงรากฐาน และการสัมผัสรับรู้สมบัติทางวัฒนธรรมอย่างเปี่ยมไปด้วยปีติ เป็นต้น
หรือ การย้ำถึง การพูด การอ่าน การเขียน ที่เป็นมากกว่าทักษะของการอ่านออกเขียนได้ หากแต่เข้าไปสู่ในระดับจิตสำนึกจึงกลายเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราตระหนักว่าเราคือ....“สิ่งที่ถูกกำหนดมาเพื่อการเรียนรู้ ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ว่าจะเรียนอย่างไร”....นั่นทีเดียว
ผู้เขียนมีพลังมหาศาลในการขยายมิติแห่งการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยบูรณาการกับมิติทางการเมือง จริยธรรม และเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าด้วยวิธินี้เท่ากับเราได้ตั้งโจทย์ซึ่งเรียกร้องฐานการศึกษาที่เข้มแข็ง อันเป็นบทบาทที่ตรงกันข้ามกับแม่ที่คอยพะเน้าพะนอลูก และโดยนัยยะที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกับสังคมนี้เอง ที่ผู้เขียนเผยให้เห็นความจำเป็นของการที่ครูจำต้องเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการฝึกอบรมใดๆ ก็ตามที่จะช่วยให้ครูอ่านโลกได้เก่ง และมีบทบาทนำทางวัฒนธรรม อย่างแนบเนียนกับบริบทของสังคมนั้นๆ นั่นเอง
ดังคำพูดของเขาที่ว่า....“ไม่มีชาติใดที่อาจแสดงตนว่ามีความใฝ่รู้อย่างแรงกล้า ถ้าไม่ทุ่มเทจิตใจและอารมณ์ บ่มเพาะเสริมสร้างตนเองอยู่เสมอ หรือไม่กล้าเสี่ยงอย่างสร้างสรรค์”…
รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม
ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ
สารบัญหนังสือ
คำนำ
คำขึ้นต้น: บ่วงลวงการสอน
จดหมายฉบับแรก: อ่านโลก/ อ่านถ้อยคำ
จดหมายฉบับที่สอง: อย่ายอมให้ความกลัวต่อความยากลำบากรัดตัวคุณไว้
จนทำอะไรไม่ได้
จดหมายฉบับที่สาม: ฉันเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมครูเพราะฉันไม่มีทางเลือกอื่น
จดหมายฉบับที่สี่: ว่าด้วยลักษณะอันจำเป็นสำหรับครูหัวก้าวหน้า
ที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีกว่าเดิม
จดหมายฉบับที่ห้า: วันแรกที่โรงเรียน
จดหมายฉบับที่หก: ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน
จดหมายฉบับที่เจ็ด: จากการพูดให้นักเรียนฟัง จนถึงการพูดคุยกับนักเรียน
จากการฟังนักเรียนพูด จนถึงการทำให้นักเรียนได้ยินสิ่งที่เราพูด
จดหมายฉบับที่แปด: เอกลักษณ์วัฒนธรรมกับการศึกษา
จดหมายฉบับที่เก้า: บริบทจริง/ บริบททฤษฎี
จดหมายฉบับที่สิบ: ว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับวินัยอีกสักครั้ง
คำส่งท้าย: รู้และเติบโต – เห็นทุกสิ่ง
ท้ายเล่ม: คำบอกเล่าของผู้แปล